งานระบบไฟฟ้าอาคาร คืออะไร? มีองค์ประกอบอะไรบ้าง


   ระบบไฟฟ้าอาคาร เป็นหนึ่งในระบบวิศวกรรมที่มีความสำคัญต่อการใช้งานอาคารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารพาณิชย์ โรงแรม โรงพยาบาล หรืออาคารขนาดใหญ่ เพราะระบบไฟฟ้าเป็นพื้นฐานที่ทำให้อุปกรณ์ เครื่องจักร ระบบแสงสว่าง และระบบวิศวกรรมอื่น ๆ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

   การออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าอาคารจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินสายไฟและติดตั้งโคมไฟเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่แหล่งจ่ายไฟ การกระจายพลังงาน การป้องกันระบบ ความปลอดภัย การสำรองไฟ รวมถึงความสามารถในการรองรับการใช้งานในอนาคต

   หากระบบไฟฟ้าได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะช่วยให้อาคารมีระบบจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย สามารถดูแลรักษาได้ง่าย และเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของอาคาร

 


 

ระบบไฟฟ้าอาคาร คืออะไร?

ระบบไฟฟ้าอาคาร (Building Electrical System) คือ ระบบที่ทำหน้าที่รับพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งจ่าย แล้วนำมาจัดการและกระจายไปยังพื้นที่ อุปกรณ์ และระบบต่าง ๆ ภายในอาคารอย่างเหมาะสม

ระบบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่จุดรับไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมและป้องกัน ระบบตู้ไฟฟ้า สายไฟ ระบบแสงสว่าง เต้ารับ ไปจนถึงระบบไฟฟ้าสำรองและระบบป้องกันทางไฟฟ้า

การออกแบบระบบไฟฟ้าต้องสัมพันธ์กับหลายปัจจัย เช่น

  • ขนาดและประเภทของอาคาร

  • ปริมาณการใช้ไฟฟ้า

  • จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • เครื่องจักรและโหลดไฟฟ้า

  • ลักษณะการใช้งานพื้นที่

  • ความต้องการด้านความปลอดภัย

  • การขยายระบบในอนาคต

  • ข้อกำหนดและมาตรฐานทางวิศวกรรม

ดังนั้น อาคารแต่ละประเภทจึงไม่สามารถใช้รูปแบบระบบไฟฟ้าเดียวกันทั้งหมดได้

 

 

ระบบไฟฟ้าอาคารมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?

  ระบบไฟฟ้าอาคารประกอบด้วยหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน โดยองค์ประกอบสำคัญมีดังนี้

 

1. ระบบรับไฟฟ้า

   เป็นส่วนที่รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจำหน่ายเข้าสู่อาคาร ก่อนส่งต่อไปยังระบบกระจายไฟฟ้าภายใน อาคารขนาดเล็กอาจมีระบบรับไฟฟ้าที่ไม่ซับซ้อนมาก ขณะที่โรงงาน อาคารขนาดใหญ่ หรือโครงการที่มีการใช้พลังงานสูง อาจต้องมีการออกแบบระบบรับไฟฟ้าที่รองรับโหลดจำนวนมากและมีอุปกรณ์เฉพาะเพิ่มเติม การวางระบบรับไฟฟ้าที่เหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบไฟฟ้าทั้งอาคาร

2. หม้อแปลงไฟฟ้า

   ในโครงการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง อาจจำเป็นต้องมี หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) เพื่อปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน หม้อแปลงเป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบจ่ายไฟฟ้าของอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน และโครงการอุตสาหกรรม การเลือกขนาดหม้อแปลงต้องพิจารณาจากโหลดไฟฟ้า ลักษณะการใช้งาน และความต้องการรองรับการขยายระบบในอนาคต

 

3. ตู้ MDB

   MDB หรือ Main Distribution Board เป็นตู้ไฟฟ้าหลักที่ทำหน้าที่รับและกระจายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบย่อยต่าง ๆ ภายในอาคาร MDB ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็น จุดศูนย์กลางของการกระจายไฟฟ้าไปยังพื้นที่หรือโหลดต่าง ๆ การออกแบบ MDB ต้องคำนึงถึงขนาดของโหลด อุปกรณ์ป้องกัน ความสามารถในการรองรับกระแส และความสะดวกในการตรวจสอบและบำรุงรักษา

 

4. ตู้ไฟฟ้าย่อย

   หลังจากไฟฟ้าถูกกระจายจากตู้ MDB แล้ว จะส่งต่อไปยัง ตู้ไฟฟ้าย่อย ในพื้นที่ต่าง ๆ ของอาคาร ตู้ไฟฟ้าย่อยช่วยแบ่งระบบไฟฟ้าออกเป็นส่วน ๆ ทำให้สามารถควบคุมและป้องกันวงจรแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • ตู้ไฟฟ้าสำหรับสำนักงาน

  • ตู้ไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ผลิต

  • ตู้ไฟฟ้าสำหรับระบบปรับอากาศ

  • ตู้ไฟฟ้าสำหรับระบบแสงสว่าง

การแบ่งระบบอย่างเหมาะสมช่วยให้การตรวจสอบและบำรุงรักษาทำได้ง่ายขึ้น


5. ระบบสายไฟและสายเคเบิล

สายไฟและสายเคเบิลทำหน้าที่นำพลังงานไฟฟ้าจากจุดจ่ายไปยังอุปกรณ์และพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ

การเลือกสายไฟต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น

  • ปริมาณกระแสไฟฟ้า

  • ระยะทาง

  • วิธีการติดตั้ง

  • อุณหภูมิ

  • สภาพแวดล้อม

  • ประเภทของโหลด

สำหรับอาคารขนาดใหญ่ อาจมีการใช้รางสายไฟหรือระบบ Cable Tray เพื่อจัดระเบียบสายและอำนวยความสะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษา

 

6. ระบบแสงสว่าง

   ระบบแสงสว่างมีหน้าที่ให้ความสว่างที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่

ตัวอย่างเช่น

  • สำนักงาน

  • โรงงาน

  • คลังสินค้า

  • ทางเดิน

  • ห้องประชุม

  • พื้นที่ผลิต

  • พื้นที่ภายนอกอาคาร

การออกแบบระบบแสงสว่างควรคำนึงถึงระดับความสว่าง ความสม่ำเสมอ การประหยัดพลังงาน และความเหมาะสมกับกิจกรรมในพื้นที่

ปัจจุบันอาคารจำนวนมากเลือกใช้หลอด LED และระบบควบคุมแสงสว่าง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

 

7. ระบบเต้ารับไฟฟ้า

   ระบบเต้ารับเป็นจุดสำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งานภายในอาคาร เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ตำแหน่งและจำนวนเต้ารับควรออกแบบตามลักษณะการใช้งานของพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและลดการใช้สายต่อพ่วงที่ไม่จำเป็น สำหรับพื้นที่เฉพาะ เช่น โรงงานหรือพื้นที่เครื่องจักร อาจต้องออกแบบจุดจ่ายไฟให้รองรับโหลดและลักษณะอุปกรณ์ที่แตกต่างจากพื้นที่สำนักงานทั่วไป

 

8. ระบบสายดิน

   ระบบสายดิน (Grounding System) เป็นองค์ประกอบสำคัญด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ระบบสายดินช่วยจัดการกระแสไฟฟ้าที่อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบ และช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและอุปกรณ์ การออกแบบระบบสายดินควรพิจารณาให้เหมาะสมกับประเภทอาคาร ระบบไฟฟ้า และสภาพพื้นที่ติดตั้ง

 

9. ระบบป้องกันไฟฟ้า

   ระบบป้องกันมีหน้าที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้า เช่น กระแสเกินและการลัดวงจร

อุปกรณ์ป้องกันที่พบในระบบไฟฟ้าอาคาร ได้แก่

  • Circuit Breaker

  • Fuse

  • Protective Relay

  • อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ากระชาก

  • อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว

การเลือกอุปกรณ์ป้องกันและการประสานการทำงานของอุปกรณ์แต่ละจุดเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัย

 

10. ระบบไฟฟ้าสำรอง

   อาคารบางประเภทจำเป็นต้องมีไฟฟ้าสำรองเพื่อให้ระบบสำคัญสามารถทำงานต่อได้เมื่อเกิดไฟฟ้าดับ

ตัวอย่างระบบไฟฟ้าสำรอง ได้แก่

  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

  • UPS

  • ระบบแบตเตอรี่สำรอง

  • ระบบจ่ายไฟฉุกเฉิน

โดยเฉพาะอาคารที่มีระบบสำคัญ เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ข้อมูล โรงงาน หรืออาคารที่มีระบบรักษาความปลอดภัย ระบบไฟฟ้าสำรองมีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

 


 

ระบบไฟฟ้าอาคารแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

การออกแบบระบบไฟฟ้าต้องปรับให้เหมาะกับประเภทอาคาร เนื่องจากแต่ละโครงการมีความต้องการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกัน

   ระบบไฟฟ้าสำนักงาน : เน้นระบบแสงสว่าง เต้ารับ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็น

   ระบบไฟฟ้าโรงงาน : มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากต้องรองรับเครื่องจักร มอเตอร์ และโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ รวมถึงต้องพิจารณาความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต

   ระบบไฟฟ้าคลังสินค้า : ต้องรองรับระบบแสงสว่าง พื้นที่จัดเก็บ ระบบขนถ่ายสินค้า ระบบปรับอากาศหรือระบายอากาศ และอุปกรณ์อื่น ๆ ตามลักษณะการใช้งาน

   ระบบไฟฟ้าอาคารขนาดใหญ่ : ต้องมีการวางแผนระบบจ่ายไฟและระบบสำรองอย่างละเอียด รวมถึงต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาและการขยายระบบในอนาคต

 


 

ขั้นตอนการออกแบบระบบไฟฟ้าอาคาร

   การออกแบบระบบไฟฟ้าที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของโครงการ โดยทั่วไปมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

   1. สำรวจข้อมูลโครงการ ศึกษาประเภทอาคาร ขนาดพื้นที่ ลักษณะการใช้งาน และความต้องการของผู้ใช้อาคาร

   2. วิเคราะห์โหลดไฟฟ้า ประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าและประเภทของโหลด เพื่อกำหนดขนาดระบบและอุปกรณ์ที่เหมาะสม

   3. วางระบบจ่ายไฟ กำหนดแนวทางการรับไฟฟ้า การกระจายไฟฟ้า ตำแหน่งตู้ไฟ และเส้นทางเดินสาย

   4. ออกแบบระบบแสงสว่างและเต้ารับ กำหนดตำแหน่ง จุดใช้งาน และขนาดของระบบให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่

   5. ออกแบบระบบป้องกัน กำหนดอุปกรณ์ป้องกันและแนวทางการทำงานของระบบเมื่อเกิดความผิดปกติ

   6. ประสานงานกับระบบอื่น ตรวจสอบตำแหน่งสายไฟ รางสายไฟ ตู้ไฟ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กับโครงสร้าง สถาปัตยกรรม ระบบปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาล และระบบป้องกันอัคคีภัย

   7. ติดตั้งและตรวจสอบ ติดตั้งตามแบบและข้อกำหนดทางวิศวกรรม พร้อมตรวจสอบคุณภาพงานระหว่างการก่อสร้าง

   8. ทดสอบระบบก่อนส่งมอบ ตรวจสอบการทำงานของระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนเปิดใช้งานจริง

 


 

ทำไมต้องออกแบบระบบไฟฟ้าโดยวิศวกรและทีมงานมืออาชีพ?

ระบบไฟฟ้าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพของอาคาร การออกแบบจึงควรพิจารณามากกว่าการเลือกอุปกรณ์ให้สามารถจ่ายไฟได้

ทีมงานต้องพิจารณาตั้งแต่การคำนวณโหลด การเลือกขนาดสาย การเลือกอุปกรณ์ป้องกัน การจัดวางตู้ไฟ เส้นทางเดินสาย ระบบสายดิน ระบบไฟฟ้าสำรอง รวมถึงการประสานงานกับงานระบบอื่น

การออกแบบที่เหมาะสมยังช่วยให้สามารถบำรุงรักษาระบบได้ง่าย และรองรับการขยายระบบเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต

 


 

ข้อดีของการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร

   การใช้บริการจากผู้ให้บริการรายเดียวที่สามารถดูแลตั้งแต่ ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ควบคุมงาน ตรวจสอบ ทดสอบ และบริการหลังการขาย มีข้อดีหลายด้าน

   ลดความซับซ้อนในการประสานงาน : มีทีมงานหลักที่ดูแลภาพรวมของระบบ

   ควบคุมคุณภาพได้ต่อเนื่อง : ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบจนถึงการติดตั้งและทดสอบ

   ลดความเสี่ยงจากงานไม่ตรงแบบ : สามารถประสานงานระหว่างฝ่ายออกแบบและฝ่ายติดตั้งได้โดยตรง

   ควบคุมงบประมาณได้ง่ายขึ้น : สามารถวางแผนวัสดุ อุปกรณ์ และขอบเขตงานตั้งแต่ต้น

   ดูแลระบบหลังส่งมอบได้สะดวก : มีข้อมูลและความเข้าใจระบบเดิมสำหรับการตรวจสอบและบำรุงรักษา

 


 

P.A. PONGJAREARN ให้บริการงานระบบไฟฟ้าอาคาร

   P.A. PONGJAREARN – Integrated Engineering Systems ให้บริการงานระบบวิศวกรรมแบบครบวงจร โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ให้คำปรึกษา จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง ควบคุมงาน ตรวจสอบ และบริการหลังการขาย

   หนึ่งในบริการหลักคือ งานระบบไฟฟ้าอาคาร ซึ่งสามารถออกแบบและติดตั้งให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะการใช้งานของแต่ละโครงการ พร้อมประสานงานร่วมกับระบบวิศวกรรมอื่น เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบสุขาภิบาล

   ด้วยทีมงานมืออาชีพที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และมาตรฐานงานวิศวกรรม เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับการใช้งานของอาคารได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

 

   งานระบบไฟฟ้าอาคาร เป็นระบบพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อทั้งการใช้งาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของอาคาร ตั้งแต่ระบบรับไฟฟ้า ตู้ MDB ตู้ไฟฟ้าย่อย สายไฟ ระบบแสงสว่าง เต้ารับ ระบบสายดิน ระบบป้องกัน ไปจนถึงระบบไฟฟ้าสำรอง

   การออกแบบระบบไฟฟ้าควรเริ่มตั้งแต่ช่วงวางแผนโครงการ และต้องประสานงานร่วมกับโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และระบบ MEP อื่น ๆ เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมกับการใช้งาน สามารถบำรุงรักษาได้ และรองรับการใช้งานในระยะยาว

   สำหรับโครงการที่ต้องการ ออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าอาคารแบบครบวงจร การเลือกทีมงานที่มีความรู้ด้านวิศวกรรมและสามารถดูแลตั้งแต่การออกแบบจนถึงบริการหลังการขาย จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบและลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังการก่อสร้าง